แมนฯซิตี้ ดับฝันแชมป์ ลิเวอร์พูล เกมสุดท้าย ปิดฉาก ไร้ปาฏิหารย์ !

sbo

แมนฯซิตี้ ดับฝันแชมป์ ลิเวอร์พูล

แมนฯซิตี้ ดับฝันแชมป์ ลิเวอร์พูล คว้าชัยชนะเป็นเกมที่ 14 ติดต่อกัน และเข้าป้ายคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2018-19 ไปครองได้อย่างสวยงาม

นี่เป็นการลุ้นแชมป์กันได้สนุกที่สุดหนหนึ่งในลีกสูงสุดของอังกฤษ เลยทีเดียว เพราะทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ต่างขับเคี่ยวกันมาตลอดตั้งแต่ครึ่งฤดูกาลแรก จนถึงนัดสุดท้าย พรีเมียร์ลีก ทั้งสองทีม มีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมทั้งการเก็บแต้มจากทีมใหญ่ด้วยกัน รวมถึงช่วงเวลาที่สะดุดพอๆ กัน

ก่อนจะมาเก็บชัยแข่งกัน พลิกกันไปมาในช่วง 2 เดือนสุดท้ายสถานการณ์มันกลับตาละปัตรตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ในขณะนั้น ลิเวอร์พูล กำลังจะมีโอกาสทิ้งห่าง “เรือใบสีฟ้า” 10 คะแนน แต่พอพวกเขาบุกไปแพ้ 1-2 มันไปกลับ เหลือนำเพียง 4 แต้มเท่านั้น และหลังจากเกมนั้น ลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็บุกไปแพ้ให้กับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด อีกเพียงแค่นัดเดียว

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ทำสถิติชนะ 16 จาก 17 เกมเข้าป้ายเป็นแชมป์ที่ 98 แต้ม ขณะที่หลังจาก “หงส์แดง” ไปปราชัยให้กับคู่แข่งแย่งแชมป์ พวกเขาไม่แพ้ใครก็จริง แต่สะดุดเสมอไปถึง 4 เกม แฟนบอลคงแอบเสียดายกับ 2 นัดที่พวกเขาเจ๊า เลสเตอร์ ซิตี้ ในบ้านตัวเอง และต่อด้วยการบุกไปเสมอกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เพราะในสองเกมนั้น เป็น ลิเวอร์พูล ที่นำไปก่อนทั้งสองนัด ก่อนจะมาถูกตีเสมอตั้งแต่ครึ่งแรก

และเหลือเวลาอีก 45 นาทีที่จะยิงประตูชัย แต่กลับทำไม่ได้ จริงๆ ถ้าว่ากันตามตรง เข้าใจว่าแฟนบอล ลิเวอร์พูล เองต้องรู้สึกเสียดายแน่ เพราะสู้กันมาจนถึงนัดที่ 38 ได้แต้มเป็นกอบเป็นกำ ฟอร์มการเล่นโดยรวมทั้งฤดูกาลก็สุดยอด เสียประตูน้อยสุดในลีก แต่กลับไม่ได้แชมป์

การลุ้นแชมป์ของสาวก “เดอะ ค็อป” ที่เกือบมากที่สุดแล้ว

ได้ลุ้นมากกว่าปี 2009 และปี 2014 เสียอีก ไบรท์ตัน คู่แข่งของ แมนฯ ซิตี้ ในนัดสุดท้าย จุดประกายให้กับแฟนบอล ลิเวอร์พูล ด้วยการนำ 1-0 ในนาทีที่ 27 ในขณะนั้น พวกเขาได้ประตูขึ้นนำ วูล์ฟ ไปแล้ว 1-0 เช่นกัน

ไบรท์ตัน

แต่หลังจากนั้นแค่นาทีเดียว เซร์คิโอ อเกวโร่ ก็มาตีเสมออย่างรวดเร็ว จริงๆ แล้ว ถ้าด้วยสกอร์นั้น ลิเวอร์พูล จะยังคงเป็นแชมป์ ด้วยการมีแต้มเหนือกว่า 2 คะแนน แต่แฟนบอลของ ลิเวอร์พูล เหมือนจะเริ่มรู้ว่าทุกอย่างมันจบลงแล้ว…

แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ อีก 10 นาทีต่อมา อายเมอริค ลาปอร์กต์ มาโหม่งลูกเตะมุมให้ทีม “เรือใบสีฟ้า” ขึ้นนำ 2-1 สถานการณ์กลับมาเป็นทีมของ เป๊ป ที่กุมความได้เปรียบอีกครั้ง ครึ่งหลังก็กลายเป็นบอลไร้ความกดดัน แมนฯ ซิตี้ เล่นกันตามแท็กติกที่วางไว้

ทางเจ้าบ้าน ไบรท์ตัน มีโอกาสได้บุกกดดันบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นผลอะไร ทำไปทำมา ทีมก็มาบวกลูก 3 และ 4 จากลูกยิงไกลของ ริยาด มาห์เรซ และฟรีคิกของ อิลคาย กุนโดกัน แชมป์ตกเป็นของ แมนฯ ซิตี้ ร้อยเปอร์เซนต์

ริยาด มาห์เรซ

ปิดฉากด้วยการยิง 4 ประตูจาก กองหลัง, กองกลาง, ปีก และกองหน้า เรียกได้ว่ายิงแบบครบสูตรครบทุกองค์ประกอบของที สุดท้ายก็ไม่มีการพลิกล็อกอะไรเกิดขึ้นที่ เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม เป็นอีกครั้งที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล ตามแช่งไม่สำเร็จอีกหน

สัปดาห์ที่แล้ว แฟนบอลทั้งในโลกโซเชียล หรือโลกความเป็นจริง ก็พยายามลุ้นว่า เลสเตอร์ ซิตี้ จะสามารถทำอะไรที่สร้างเซอร์ไพรส์ ในเกมดวลกับ “เรือใบ” ได้หรือไม่ แต่สุดท้ายก็โดนลูกผีจับยัดของ แว็งซ็องต์ ก็องปานี

แว็งซ็องต์ ก็องปานี

ย้อนไปอีกหนึ่งเกม ก็ได้ “โกลไลน์” ช่วยไว้ให้ทีมชนะ เบิร์นลี่ย์ 1-0 เกมที่ดวลกับ บิ๊กซิกส์ อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็บุกชนะสบาย ส่วนการพบกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก็มาได้ประตูชัยจาก ฟิล โฟเด้น เรียกได้ว่าตามแช่งกันมาเป็นเดือนๆ

แต่ก็ไม่มีเลยที่ ซิตี้ จะสะดุดให้ ฉะนั้นอย่าเสียใจไปเลยครับแฟน “หงส์” ทีมที่คุณเชียร์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว เห็นได้จากรางวัลความสำเร็จในรูปแบบของผลงานส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นนักเตะยอดเยี่ยม พรีเมียร์ลีก และ พีเอฟเอ ของ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์

การคว้าดาวซัลโวร่วมของ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ที่จำนวน 22 ประตู และยังรวมถึงรางวัลถุงมือทองคำของ อลิสซง เบคเกอร์ กับการเสียเพียง 22 ลูกใน 38 นัด น่าเสียดาย หงส์แดง ที่มี แข้งเทพทำผลงานได้ดีแต่ไม่สามารถคว้าถ้วยแชมป์ลีกได้

โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ และ ซาดิโอ มาเน่

แมนฯ ซิตี้ เขาก็ทำได้ดีจริงๆ มันเชือดกันแค่ปลายจมูก

หลายๆ คนคงคิดว่าถ้าวันนั้น ลิเวอร์พูล สามารถบุกไปยันเสมอ แมนฯ ซิตี้ ได้สำเร็จ พวกเขาอาจจะเข้าป้ายเป็นแชมป์ เพราะทาง ซิตี้ จะเหลือ 96 คะแนน ส่วน ลิเวอร์พูล จะมี 98 คะแนนแทน แต่การจะบุกไปยันเสมอได้ มันก็เป็นอะไรที่ยากพอตัว

สิ่งที่สำคัญกว่าคือถ้าสถานการณ์ตอนนั้นเป็นการเสมอกันจริง ในเกมที่เหลือมันอาจจะไม่ได้จบแบบนี้ก็เป็นได้เช่นกัน ไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ เว้นแต่ว่ามันจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว ทีมที่แพ้ไปเพียงนัดเดียวในลีก กลับไม่ได้แชมป์ ส่วนทีมที่แพ้ไป 4 เกมเข้าป้ายด้วยการเป็นแชมป์ ด้วยผลงานชนะ 32 เกม สิ่งที่น่าสนใจคือกฎของการนับคะแนนที่ชนะได้ 3 เสมอได้ 1 แต้มนี่แหละ ถือว่ามันเป็นไอเดียที่เข้าท่ามากๆ

โดยเฉพาะทีมที่้ต้องการแต้มเพื่อคว้าแชมป์ เพราะมันทำให้ทีมที่เก็บชัยชนะได้เยอะกว่า ได้เปรียบทีมที่แพ้น้อยกว่า สมัยก่อนการเล่นระบบลีก ทีมที่ชนะจะได้แค่ 2 คะแนน มันดูไม่ต่างกันเท่าไหร่กับผลเสมอ เพราะถ้าคุณชนะ 1 เกมแพ้ 1 เกม มันก็เหมือนกับทีมที่เสมอ 2 เกมโดยที่ไม่ชนะ

ที่ประเทศอังกฤษ มีการเปลี่ยนกฎมาเป็นชนะได้ 3 คะแนนกันเมื่อปี 1981 ส่วนลีกดังประเทศอื่นๆ มาเปลี่ยนกันในยุค 90 กันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเมื่อลองเอาผลแพ้ชนะในซีซั่นนี้ มาคำนวนในแบบชนะได้ 2 แต้ม ผลปรากฏว่า ลิเวอร์พูล จะเข้าป้ายเป็นแชมป์ ด้วยการมี 67 คะแนน ส่วน ซิตี้ จะตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 66 แต้ม!!

ชื่นชมคนออกกฎทำให้ฟุตบอล เร้าใจขึ้นกว่าเดิม

ถ้าเป็นแบบเก่า ชนะได้ 2 คะแนน แมนฯ ซิตี้ จะชนะ 14 เกมรวด แต่ชวดแชมป์ ชนะ 16 จาก 17 เกมนับตั้งแต่ที่เจอกันเอง จะจบเพียงเป็นรองจ่าฝูง ส่วน ลิเวอร์พูล ไม่แพ้ใคร 17 นัด แบ่งเป็น ชนะ 13 เสมอ 4 เข้าป้ายด้วยการเป็นแชมป์

ถ้าออกมาเป็นแบบนี้ คงรู้สึกแปลกๆ ไม่น้อย แต่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องบอกว่าแม้จะไม่มีปาฏิหารย์อะไรเกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล  แต่ก็ต้องชื่นชมว่าพวกคุณทำได้ดีที่สุดแล้วสู้กับการแย่งแชมป์มาได้ถึงตอนนี้ โดยที่ก็ไล่กวด แมนฯ ซิตี้ ด้วย 3 คะแนนกันมาตลอดแฟนบอลทีมอื่นๆ ไม่มีสิทธิ์ไปล้ออะไรเขาได้เลย

โดยเฉพาะแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่นัดสุดท้ายเล่นในบ้านต่อหน้าแฟนบอล กลับถูก คาร์ดิฟฟ์ ทีมตกชั้นทุบไป 2-0 ฝากถึงแฟนบอล ลิเวอร์พูล ปีนี้พลาดแชมป์ไปเพียงแค่คะแนนเดียว ไม่ได้หมายความว่ามันจะสิ้นหวังเพราะรอคอยแชมป์มา 30 ปี

แม้ว่า แมนฯซิตี้ ดับฝันแชมป์ ลิเวอร์พูล แต่ในซีซั่นถัดๆ ไป ตราบใดที่ทีมยังมีโครงสร้างนักเตะเหล่านี้อยู่ และมีชายที่ชื่อว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นกุนซือ พวกคุณจะได้ลุ้นแชมป์กันในทุกๆ ซีซั่นแน่นอน เผลอๆ จะลุ้น ดับเบิ้ลแชมป์ หรือ ทริปเปิ้ลแชมป์ ได้เลยด้วยซ้ำ

ไม่ต้องเสียใจไป ตั้งแต่บัดนี้ไป ฟุตบอลยุโรป มันเป็นยุคของพวกคุณแล้ว!!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *