3 สิ่งที่จะทำให้ ทีมฟุตบอล หงส์แดง ลิเวอร์พูล ชวดแชมป์ พรีเมียร์ลีกอย่างน่าเสียดาย

fon

หงส์แดง

หลังจากสะดุดเสมอในเกม เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ด้วยสกอร์ 0-0 ทำให้แฟนบอล ทีมฟุตบอล หงส์แดง ลิเวอร์พูล ชาวไทยหลายต่อหลายคน เริ่มถอดใจกันเป็นแถว

เท่านั้นไม่พอ บรรดากองแช่ง หรือพูดง่ายๆ ว่าแฟนบอลทีมอื่นๆ ก็มั่นใจเสียเต็มประดาว่า “หงส์แดง” จะต้องพบกับความผิดหวังอีกหนึ่งฤดูกาล แต่ถ้ามานั่งมองถึงตารางคะแนนกันแล้ว ก็ต้องไม่ลืมว่าทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ มีคะแนนตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่เพียง 1 คะแนนเท่านั้นเอง ขณะที่การแข่งขันก้เหลืออยู่ถึง 9 นัดด้วยกัน

ฉะนั้นอะไรมันก็ยังเกิดขึ้นได้ เราเห็นกันมามากแล้ว กับการแซงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะจอดป้ายด้วยการเป็นแชมป์ ไม่ว่าจะเป็นปี 2012 ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นำหน้า แมนฯ ซิตี้ ถึง 8 คะแนน ก่อนที่สุดท้ายจะกลายเป็น “เรือใบสีฟ้า” ที่ได้แชมป์

เหตุผลที่อาจทำให้ ทีมฟุตบอล หงส์แดง ลิเวอร์พูล วืดแชมป์

ประตูได้เสีย

ลิเวอร์พูล

หรือจะเป็นปี 2014 ของ ลิเวอร์พูล เอง ที่นำมาอยู่ดีๆ กลับไปสะดุดแพ้ เชลซี และเสมอ คริสตัล พาเลซ จนทำให้ แมนฯ ซิตี้ แซงเป็นแชมป์ด้วยคะแนนที่มากกว่าเพียง 2 คะแนน

ฤดูกาล 1998-99 ซีซั่นแก่งความทรงจำของแฟนบอล  ปีศาจแดง พวกเขามีแต้มเท่ากับ อาร์เซน่อล ในเกมนัดรองสุดท้าย โดยที่ประตูได้เสียก็มีเท่ากัน แต่ทัพ “ปืนใหญ่” ไปพลาดท่าแพ้ ลีดส์ ยูไนเต็ด 0-1 ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นเกมตกค้าง เสมอกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 0-0 ทำให้แต้มขึ้นมานำหนึ่งคะแนน และทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ไม่พลาดในนัดสุดท้าย ปิดจ็อบด้วยการเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-1 ในบ้านตัวเอง เข้าป้ายคว้าแชมป์ไป ก่อนจะไปได้อีก 2 รายการเป็นทริปเปิ้ลแชมป์

ดังนั้นแล้ว ในช่วงเวลาที่เหลืออีก 2 เดือนเศษๆ อะไรก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่แค่สถานการณ์การลุ้นแชมป์ของ ลิเวอร์พูล เท่านั้น ยังรวมไปถึงพื้นที่ท้อปโฟร์ หรือโซนหนีตกชั้นเองก็ตาม

แต่ถ้า หงส์แดง ลิเวอร์พูล จะชวดแชมป์ มันก็คงเกิดจากปัจจัยหลายๆ อย่าง โดยผมได้ลองวิเคราะห์ดูว่า อะไรบ้าง ที่จะเป็นสาเหตุให้พวกเขาต้องพบกับความผิดหวัง ซึ่งมีดังต่อไปนี้


กดดันตัวเอง

หงส์แดง ลิเวอร์พูล

การเล่นบอล 38 นัดเพื่อหาแชมป์ ศาสตร์ของมัน ก็จะต่างกับการเล่นฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ ที่ผ่านเข้ารอบไปเรื่อยๆ ว่ากันนัดต่อนัด ซึ่งคงจะอธิบายออกมาไม่ได้ ว่าอันไหนยากกว่ากัน แต่สิ่งที่ยากสำหรับเกมลีก ก็คือการที่จะหาวิธีการแบบไหนก็ได้ เพื่อให้ตัวเอง กลายเป็นผู้ที่มีแต้มสูงสุดบนตาราง

ซึ่งสิ่งที่ยากคือบรรดาทีมต่างๆ ไม่สามารถเข้าไปตัดแต้มคู่แข่งได้ในทุกๆ สัปดาห์ แมตช์ๆ หนึ่งจะเจอกันเพียง 2 ครั้งต่อฤดูกาล ฉะนั้นถ้าแข่งกันครบไปแล้วเมื่อไหร่ มีเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้คู่แข่งของตัวเองเพลี่ยงพล่ำ ก็คือการอาศัยจมูกคนอื่นหายใจ

โดยที่ตัวเองก็ต้องไม่พลาดด้วยเช่นกัน ซึ่งเราก็เห็นกันมาแล้วว่าทั้ง ลิเวอร์พูล แมน แมนฯ ซิตี้ ต่างก็สะดุดในเกมที่หลายๆ คนไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นการพ่าย คริสตัล พาเลซ แบบไม่น่าเชื่อของ ”เดอะ บลู” หรือการสะดุดเสมอ 4 นัดของ ลิเวอร์พูล ในช่วงปี 2019 นี้

เชื่อว่าต่อจะให้เป็นนักเตะที่มีความเป็นมืออาชีพขนาดไหน ถ้าคะแนนยังไล่บดบี้กันอยู่แบบนี้ มันต้องมีเครียดมีสติแตกกันบ้าง อยู่ที่ว่าใครจะควบคุมจิตใจไว้ได้ดีกว่ากัน ความกดดัน คือสิ่งสำคัญ ทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล เอง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น ที่จะได้แชมป์ไป


การแก้เกมของ เจอร์เก้น คล็อปป์

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ผมได้เคยตั้งข้อสังเกตมาหลายครั้งแล้วกับการคุมทีมของ คล็อปป์ ไม่ใช่การจับผิด และไม่ได้อคติแต่อย่างใด แต่แน่นอนว่าทุกๆ คนมีข้อด้อยข้อดีต่างกันไป คล็อปป์ ไม่ได้เป็นโค้ชที่ไม่เก่ง เพียงแต่เขาเป็นกุนซือที่แก้เกมได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าเราได้เห็นตัวอย่างของ อูไน เอเมรี่ ผู้จัดการทีม อาร์เซน่อล คนปัจจุบัน เขาคือหนึ่งคนที่แสดงตัวตนถึงสไตล์ที่มักจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงเกมบนสนามได้อย่างยอดเยี่ยม

เอเมรี่ ในช่วงที่ยังมีนักเตะเลือกใช้งานแบบเต็มเปี่ยม ไม่ได้เรียงรายกันเกิดอาการบาดเจ็บ เขาจะเปลี่ยนตัวเปลี่ยนแท็กติกได้ดีเสมอ ในสถานการณ์ที่ 11 ผู้เล่นตัวจริง ไม่สามารถออกนำคู่แข่งได้ และกลับมาเก็บชัยชนะในช่วงครึ่งเวลาหลังอยู่บ่อยครั้ง หรือจะเป็น เซอร์ อเล็กซ์ ที่สมัยคุม แมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็มักจะส่งผู้เล่นผิดคาดในบางตำแหน่งให้เราเซอร์ไพรส์เสมอ นั่นก็เป็นการแก้เกมแก้ลำคู่แข่งก่อนจะเริ่มแข่งขันนั่นเอง

แต่สิ่งเหล่านั้นมักจะไม่เกิดขึ้นกับ คล็อปป์ สถิติบ่งบอกออกมาว่าเกมส่วนใหญ่ในฤดูกาลนี้ของ ลิเวอร์พูล ผลครึ่งแรกเป็นอย่างไร ผลครึ่งหลังก็จะเป็นแบบนั้น โดยเฉพาะ 7 เกมหลังสุดรวมทุกรายการ ผลครึ่งแรก มันออกมาเป็นแบบไกน ครึ่งหลังก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

โดยเฉพาะเกมที่เสมอ เจ๊า เลสเตอร์ กับ เวสต์แฮม ครึ่งแรกที่สกอร์ 1-1 ครึ่งหลังก็จบด้วยสกอร์นั้น เกมที่เสมอ 0-0 ก็กินไข่กันจนหมดเวลา มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ลิเวอร์พูล ไม่มีการแก้เกมที่ดี หรือการแก้เกมที่ประสบผลสำเร็จ

เห็นได้ชัดยิ่งขึ้นไปอีกในเกมล่าสุด การที่ยังไม่สามารถทำประตูใส่ เอฟเวอร์ตัน ได้ มาจนถึงช่วง 6 นาทีสุดท้าย คล็อปป์ ตัดสินใจถอด ซาดิโอ มาเน่ ออก แล้วส่ง อดัม ลัลลาน่า ลงมาเล่นแทน ซึ่งแน่นอนว่าแฟนบอลอย่างเราๆ รู้กันดีว่า ลัลลาน่า ไม่ใช่ผู้ที่จะสามารถพาทีมคว้าชัยชนะได้ในสถานการณ์แบบนี้

เราไม่รู้หรอกครับว่าหลังสนาม คล็อปป์ จะมอง ลัลลาน่า เหนือกว่า เซอร์ดาน ชากิรี่ หรือ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ อย่างไรก็แล้วแต่ ในความคิดของเขาตอนนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ได้ แต่ผลลัพธ์ที่มันออกมาคือความผิดพลาด ซึ่งมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาแก้เกมไม่สำเร็จ


นักเตะภายในทีม

ปีศาจแดง

แม้ว่าในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล จะมีการเสริมทัพที่ดี และมีขุมกำลังแนวลึกที่แข็งแกร่งขึ้น แต่มันก็ใช่ว่านักเตะเหล่านั้นจะเข้ามาแล้วจุดติดทันที เราเห็นกันมาแล้วกับ แบร์นาโด้ ซิลวา ที่ในซีซั่นแรก เขาก็ไม่ได้เด่นอะไร แถมบางเกมยังกลายเป็นตัวถ่วงของทีมด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับ ริยาด มาห์เรซ ในซีซั่นนี้

เซอร์ดาน ชากิรี่, นาบี เกอิต้า หรือตัวผู้เล่นที่ดึงกลับมาอย่าง สเตอร์ริดจ์ และ ดิว็อค โอริกี้ คงไม่สามารถจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรได้ขนาดนั้น กับการที่เพิ่งมาอยู่กับทีม มันก็ต้องปรับต้องจูนอะไรอีกหลายๆ อย่าง ขณะที่ ฟาบินโญ่ จะดูแตกต่างจากคนอื่น ก็เพราะเจ้าตัวได้รับโอกาสในการลงสนามมากกว่านักเตะใหม่ที่เข้ามาพร้อมกัน

เราจะสังเกตได้ว่า ชากิรี่ ในช่วงต้นฤดูกาล และช่วงปรีซีซั่น เขาทำผลงานได้อย่าวยอดเยี่ยม แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาไม่ได้รับโอกาสให้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ฟอร์มก็จะหดหายไปทันที

ส่วนหนึ่งก็ต้องมองไปที่การจัดตัวของ คล็อปป์ มีหลายต่อหลายเกมที่เขาน่าจะส่งผู้เล่นแบบอื่นๆ แนวอื่นๆ ลงสนาม บางเกมน่าจะพัก เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, เจมส์ มิลเนอร์ หรือ โมอาเหม็ด ซาล่าห์ แล้วส่งผู้เล่นอื่นๆ ลงมาบ้าง แต่ก็ไม่ เขามักจะใช้นักเตะสำคัญๆ ของทีมลงสนามติดต่อกัน จนต้องมีตัวผู้เล่นที่บาดเจ็บไปนั่นล่ะ ถึงจะมีการใช้แข้งรายอื่น

การโรเตชั่นเป็นประจำ มันแสดงให้เห็นกันอยู่แล้วว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ดีสำหรับการลุ้นแชมป์ลีก เราเห็นความล้มเหลวจาก ราฟาเอล เบนิเตซ กับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่โรเตชั่นจนฟอร์มรวนไปหมด

แต่กับ คล็อปป์ ก็ต้องบอกว่าตึงไปเช่นกัน เราเห็นกันมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว เกมที่น่าจะพักบรรดาผู้เล่นตัวหลัก เขากลับส่งลงอย่างต่อเนื่อง จนสุดท้ายนักเตะก็เกิดอาการล้าและกรอบกันไปเอง ซีซั่นนี้ก็เช่นกัน

และนอกจากนั้นมันยังส่งผลเสียกับบรรดาผู้เล่นตัวจริงด้วย นอกจากจะกรอบอย่างที่ได้บอกไปแล้ว ยังทำให้คู่แข่งศึกษาได้ง่ายขึ้น เพราะมีเทปให้ดู ให้ศึกษาในทุกๆ เกมเลยทีเดียว

นั่นคือปัจจัยที่อาจจะทำให้ ทีมฟุตบอล หงส์แดง ลิเวอร์พูล พลาดการคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือทุกสิ่งทุกอย่าง มันยังคงอยู่ในมือของ คล็อปป์ และลูกทีม แม้ปัจจุบันจะตามหลังอยู่หนึ่งแต้ม แต่อย่างที่เราเห็นกันในช่วงหลังๆ ว่าทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็น ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล เอง ก็พร้อมจะสะดุดได้ทุกเมื่อเหมือนกัน

ซึ่งผลสุดท้ายแล้ว ใครจะสะดุด ใครจะเพลี่ยงพล้ำมากกว่ากัน นั่นล่ะครับ คือผู้ที่จะพลาดการเป็นแชมป์ในซีซั่นนี้

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post

เส้นทาง ลุ้นแชมป์ แมนซิตี้ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก 2019 ยังมีลุ้นทั้ง 2 ทีม

FacebookTwitterLineเส้นทาง ลุ้นแชมป์ แมนซิตี้ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก การ ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก แมนซิตี้ และ liverpool ลิเวอร์พูล สถานการณ์สะดุดปราชัยของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 0-1 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา จะส่งผลกับลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มากขนาดไหน? ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลถ้วยใหญ่ของยุโรป ทัพ เรือใบสีฟ้า ส่งผู้เล่นลงสนามแบบกั๊กๆ พอสมควร เหมือนจะมาเพื่อเน้นผลการแข่งขันมากกว่าที่จะมาถล่มแหลก คู่เซ็นเตอร์ ไม่เลือกใช้ จอห์น สโตน ขณะที่กองกลางมีทั้ง แฟร์นันดินโญ่ และ อิลคาย กุนโดกัน  แนวรุกก็เลือกใช้ ริยาด มาห์เรซ ก่อน เลรอย ซาเน่ หรือ แบร์นาโด้ […]
ลุ้นแชมป์ เรือใบ หงส์แดง

Subscribe US Now